ไขมันพอกตับภัยเงียบที่ควรระวัง! อาการเบื้องต้น และสาเหตุ
"โรคไขมันพอกตับ" เป็นภัยเงียบ เนื่องจากผู้ป่วยส่วนใหญ่มักไม่แสดงอาการชัดเจนในระยะแรก ๆ กว่าจะรู้ตัว อาจเกิดภาวะตับอักเสบ หรือ เป็นโรคตับระยะลุกลามแล้ว
หมอจึงอยากชวนทุกคนมาทำความเข้าใจโรคนี้ เพื่อจะได้ดูแลตัวเอง ให้ห่างไกลจากโรคนี้กันครับ
โรคไขมันพอกตับคืออะไร?
โรคไขมันพอกตับ หรือชื่อทางการว่า ภาวะไขมันสะสมในตับ (Fatty Liver Disease) คือภาวะที่มีไขมันสะสมอยู่ในเซลล์ตับมากเกินไป โดยปกติแล้วตับจะมีไขมันเล็กน้อยอยู่แล้ว แต่ถ้ามีมากเกิน 510% ของน้ำหนักตับ ถือว่าเริ่มผิดปกติ
ภาวะนี้สามารถเกิดได้ทั้งในคนที่ดื่มแอลกอฮอล์ (Alcoholic Fatty Liver Disease) และคนที่ไม่ได้ดื่ม (Non-Alcoholic Fatty Liver Disease หรือ NAFLD) ซึ่งประเภทหลังนี่แหละครับที่พบได้บ่อยในปัจจุบัน โดยเฉพาะในกลุ่มคนวัยทำงานที่กินตามใจปาก แต่ไม่ค่อยได้ออกกำลังกาย
อาการของไขมันพอกตับ (ที่หลายคนอาจมองข้าม)
หนึ่งในความน่ากลัวของโรคนี้ก็คือ "มักไม่มีอาการในระยะแรก" ผู้ป่วยส่วนนึงตรวจพบตอนตรวจสุขภาพประจำปี โดยจะพบค่าตับที่ผิดปกติ หรือพบจากการอัลตร้าซาวด์ช่องท้องโดยบังเอิญ
อย่างไรก็ตาม หากตับเริ่มอักเสบหรือมีภาวะตับโตขึ้น อาจมีอาการเหล่านี้ ได้แก่
- แน่นท้องหรืออึดอัดบริเวณชายโครงขวา
- เหนื่อยง่าย อ่อนเพลียง่าย
- เบื่ออาหาร คลื่นไส้
- น้ำหนักลดโดยไม่ตั้งใจ
- ตัวเหลือง ตาเหลือง (ในรายที่รุนแรง)
หากคุณมีอาการเหล่านี้ หรือมีโรคประจำตัว เช่น เบาหวาน หรือไขมันในเลือดสูง ที่มักมีโอกาสเกิดโรคไขมันพอกตับร่วมด้วย แนะนำให้ไปพบแพทย์เพื่อตรวจสุขภาพตับกันดูครับ
สาเหตุของไขมันพอกตับ
โรคไขมันพอกตับเกิดได้จากหลายสาเหตุ ซึ่งอาจเกี่ยวข้องกับพฤติกรรมการใช้ชีวิต หรือโรคประจำตัว โดยแบ่งสาเหตุออกเป็น 3 กลุ่มใหญ่ๆ คือ
1. พฤติกรรมการกินและการใช้ชีวิต
- ทานอาหารที่มีไขมันสูง น้ำตาลสูง ของทอด ของหวาน
- ดื่มแอลกอฮอล์บ่อย
- ไม่ค่อยออกกำลังกาย
- น้ำหนักเกินหรือเป็นโรคอ้วน (โดยเฉพาะไขมันสะสมรอบเอว)
2. โรคหรือภาวะบางอย่าง
- เบาหวานชนิดที่ 2
- ไขมันในเลือดสูง
- ภาวะดื้อต่ออินซูลิน (ที่มักมาคู่กับเบาหวานหรืออ้วนลงพุง)
- ภาวะฮอร์โมนผิดปกติ เช่น กลุ่มอาการถุงน้ำรังไข่หลายใบ (PCOS)
3. ยาบางชนิดและสารเคมี
- ยาลดไขมันบางชนิด
- ยารักษามะเร็งบางกลุ่ม
- การใช้สมุนไพรหรือผลิตภัณฑ์เสริมอาหารโดยไม่ปรึกษาแพทย์
หากเป็นแล้ว...ต้องทำอย่างไร?
ภาวะไขมันพอกตับระยะแรกสามารถ หายได้ เมื่อมีการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม ซึ่งวิธีดูแลตัวเองเบื้องต้นทำได้ตามนี้ครับ
- ปรับพฤติกรรมการกิน ลดอาหารมันจัด หวานจัด เลี่ยงเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ หันมากินผักผลไม้ และอาหารที่มีไฟเบอร์สูงให้มากขึ้น เช็คอาหารลดไขมันพอกตับได้ที่นี่
- หากน้ำหนักเกิน ควรเริ่มลดน้ำหนักโดยวิธีที่ไม่ต้องหักโหม ลดวันละนิดแต่สม่ำเสมอ เช่น ออกกำลังกายอย่างน้อยวันละ 30 นาที สัปดาห์ละ 45 วัน
- ตรวจสุขภาพเป็นประจำ โดยเฉพาะผู้ที่มีโรคประจำตัว เช่น เบาหวาน ควรตรวจค่าตับทุกปี
- ใช้ยาอย่างมีเหตุผล ไม่ใช้ยาหรือสมุนไพรตามอินเตอร์เน็ตบอกว่าดี ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชก่อนทุกครั้ง
ตรวจเจอก่อน ป้องกันได้ไวกว่า
เพราะโรคไขมันพอกตับเป็น "ภัยเงียบ" เราจึงไม่ควรละเลย คนที่มีความเสี่ยง แนะนำปรึกษาคุณหมอเพื่อตรวจสุขภาพตับ จะช่วยให้เรา รู้เร็ว รักษาเร็ว และป้องกันได้ทัน ก่อนที่จะสายเกินไป
ที่แผนกรักษาโรคตับและระบบทางเดินอาหาร ของ พร้อมแพทย์คลินิก สุราษฎร์ธานี ให้บริการดูแลผู้ป่วยโดย แพทย์เฉพาะทางด้านโรคตับและระบบทางเดินอาหาร โดยตรง พร้อมอุปกรณ์และเทคโนโลยีการตรวจที่ครบครัน
บริการเด่นของเรา ได้แก่
- ตรวจโรคไขมันพอกตับและตรวจพังผืดตับด้วยไฟโบรสแกน (Fibroscan)
ซึ่งเป็นการประเมินสุขภาพตับโดยไม่ต้องเจาะชิ้นเนื้อ เหมาะกับผู้ที่ต้องการตรวจเชิงป้องกัน - ตรวจวินิจฉัยด้วยอัลตร้าซาวด์ช่องท้อง
หากพบความผิดปกติจากการตรวจร่างกายหรือผลเลือดเบื้องต้น ก็สามารถทำอัลตร้าซาวด์ต่อที่คลินิกได้เลย โดยไม่ต้องรอนาน - ให้คำปรึกษาเกี่ยวกับการดูแลตับแบบองค์รวม
ทั้งในเรื่องอาหาร การออกกำลังกาย และการฉีดวัคซีนป้องกันโรคตับอักเสบเอและบี - หากพบปัญหาตับรุนแรงหรือโรคในระบบทางเดินอาหาร
มีบริการส่องกล้องกระเพาะอาหาร ลำไส้ใหญ่ การกลืนแคปซูล รวมถึงหัตถการเฉพาะทางอื่นๆ (อาจต้องไปตรวจที่รพ. โดยคุณหมอทำใบส่งตัวไป)
อย่ารอให้มีอาการก่อนค่อยไปหาหมอ เพราะการดูแลสุขภาพแบบ "เชิงป้องกัน" คือทางเลือกที่ดีที่สุด
เริ่มต้นง่าย ๆ ด้วยการตรวจสุขภาพตับเป็นประจำปีละครั้ง สามารถเข้ารับบริการตรวจอัลตร้าซาวด์ได้ที่ 4/49 หมู่ที่ 2 ถ.ศรีวิชัย 39 ต.มะขามเตี้ย อ.เมือง จ.สุราษฎร์ธานี 84000 (ตรงข้ามตลาดศรีราชา)
เวลาทำการ
จันทร์ - ศุกร์ เวลา 17.00 19.30 น.
เสาร์ - อาทิตย์ เวลา 08.30 12.00 น.
หรือ โทรสอบถามเพิ่มเติม และ จองคิวได้ที่เบอร์ 069-645-5565 หรือ 091-461-9130